Lastest News
พบเบาะแสยาเสพติดแจ้งสายด่วน ป.ป.ส. 1386 ติดตาม "ข่าวจริง" ที่ผ่านการตรวจสอบคัดกรองกับทีมข่าวมืออาชีพที่ www.OHOLanna.com ทุกวัน สนง.ท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงใหม่ เชิญชม 2 กิจกรรมท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนและท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชนเผ่า ในงาน Lanna Expo 2017 ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-2 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่
แบกเป้ เช็คความฟิต ไปพิชิตดอยม่อนจอง นั่งมองทุ่งหญ้าบนหัวสิงห์กันเต๊อะ

10 มกราคม 2016 เวลา 15:04:16 น. โดย : Oholanna



“ ว้าว ว้าว ว้าว..ที่ไหนอะแก ไอ้แฮม “ น้ำเสียงตื่นเต้นปนลิงโลดของเราที่เห็นภาพทุ่งหญ้าสีทอง ทอดยาวไปตามทิวเขาสลับซับซ้อนเหมือนภาพวาดในจอคอมพิวเตอร์ของเพื่อนซี้สุดเลิฟ ที่มีฟันหน้า และหน้าตาเหมือนหนูแฮมสเตอร์ 

“อ่านหนังสือไม่ออกไง ไอ่หมูป่า เค้าเขียนตัวเบ้อเร่อ ว่าดอยม่อนจอง  อมก๋อย เชียงใหม่” ดู๊ดู๊ดู มันกล้าเรียกสาวน้อยร่างป้อมกระทัดรัดอย่างเราว่าหมูป่า ทั้งที่มันก็ไม่ได้สูงสง่า กว่ากันไปเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ต้องอาศัยกินข้าวเที่ยงกับมันจึงสงบปากสงบคำไว้ก่อน

“อยากไปอะแก คิดดูนะถ้าเราได้นอนตรงทุ่งหญ้าตรงนั้น ลมพัดเบาๆ หนาวกำลังดี มันจะฟิน แค่ไหน” ทำเสียงออดอ้อนมันไป “ไปก็ไปดิ ช่วงนี้ว่าง “ ใจง่ายทั้งคู่

ตัดภาพไปอีกทีเราสองคนก็อยู่ในรถตู้เชียงใหม่-อมก๋อย-แม่ตื่น แล้ว “เฮ้ยไอ่แฮมตื่นๆๆ” มันละเมอ ถาม “ถึงแล้วเหรอ” “ป่าวแกนอนน้ำไหลยืดใส่ไหล่ชั้นเปียกหมดแล้วไอ้บร้า” ไม่นานนักหลังผ่านโค้งแล้ว โค้งอีก สองสาวที่ไม่สูงมากนัก แต่มั่นใจเต็มร้อย ก็มายืนอยู่หน้าที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าดอยมูเซอ จุดเริ่มต้นของการพิชิติดอยม่อนจอง 



หลังตระเตรียมข้าวของ เสบียง ติดต่อรถจากเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งมองของที่เตรียมไว้ ราวกับ จะขึ้นไปใช้ชีวิตแรมเดือน “เราจะแบกไปไหวไม๊วะหมูป่า ไอ้แฮมถามคำถามที่ไม่มีคำตอบ” ทันใด นั้นพี่ๆ ป่าไม้ก็บอกให้อุ่นใจที่นี่เค้ามีบริการลูกหาบชาวมูเซอที่จะช่วยขนของขึ้นไปให้ราคาวันละ 300 บาท สองวันก็ 600 คนนึงแบกได้ไม่เกิน 30 กิโลกรัม “ในใจตอนแรกคิดว่าแพงจัง แต่ดีกว่าแบกขึ้นเองละฟร่ะ” 



“น้องคนแคระคู่ เดี๋ยวติดรถคณะพี่ๆ นักข่าวขึ้นไปด้วยกันก็ได้ “เจ้าหน้าที่คนเดิมตะโกนบอกเรา ตอนแรกโมโหใครฟระคนแคระ แต่คิดได้ว่าประหยัดค่ารถไปได้ 2,500 บาท ก็รีบยิ้มรับ พร้อมฝากตัวกับ พี่นักข่าวจากหลายช่องที่จะขึ้นไปถ่ายทำข่าวบนม่อนจอง แถมแอบคิดในใจ “แหมพี่เค้าก็หน้าตาดี ดูอบอุ่น อะไปก็ไป” นั่งรถขึ้นดอยโขยกเขยกไป 16 กิโลเมตร จนตัวสั้นลงไปอีกเกือบคืบ ใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึง จุดจะเริ่มเดิน บรรดาลูกหาบจอมพลังขนข้าวของลงใส่ในตระกร้าเพื่อแบกขึ้นไป เหลือสัมภาะที่จำเป็น ในเป้คนละใบ “อะอ๊ะ อย่าลืมน้ำดื่มนะคร้า”           



จากนั้นการพิสูจน์ความฟิตของร่างกายของเราทั้งคู่ก็เริ่มขึ้น เราเกาะติดพี่ๆ ทีมข่าวหน้าตาดีขึ้นไป เหมือนเคย “ใสว่าสิบ่ถิ่มกั๊น ใสว่าจะมีกันและกัน “ เสียงไอ้แฮม ฮัมเพลงโปรดของมันดังขึ้น หลังเดินได้ราว 10 เมตร จากนั้นเราก็กลายเป็นสองสาวที่เติมความสดใสให้กับคณะ แม้จะไม่มีใครคิดแบบนั้นก็ตาม แถมออกแนวรำคาญกับเสียงคุยกระจุกกระจิกของเรา

 



เดินลัดเลาะขึ้นไปตามสันดอย ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เสียงเราสองคนก็เงียบลง “แฮกๆๆ” เปลี่ยนเป็น เสียงนี้แทน พร้อมกับลูกหาบที่เดินแบกของ 30 กิโลกรัม ผ่านหน้าคณะเราไปอย่างสบายอารมณ์ ขาเรา กะไอ้แฮมที่สั้นกระทัดรัด น่องอ้วนพองาม เริ่มอ่อนล้าลงตามความชันของเส้นทางที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าขา อ่อนกว่านี้จะเข้าประกวดนางสาวไทยได้ละ 



“ยู้ดพักก่อนได้ก่อคะ “เสียงไอ้ฉอมดังขึ้น ริมฝีปากมันสั่นระริก น้ำเสียงมันออดอ้อนเต็มที่ ดีที่พี่ๆ เค้าบอกตามสบายครับน้องค่อยๆ ไปไม่รีบ ตลอดทางมีนักท่องเที่ยวที่กำลังลงสวนทางเป็นระยะ และให้ กำลังใจ “อีกนิดเดียวนะคะเด่วถึงละ” จากคำพูดนั้นผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง จึงเริ่มมองเห็นทุ่งหญ้าบนทาง โคตรชัน ที่เรียกว่าดอยสามหอบ ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายวัดใจก่อนขึ้นม่อนจอง

เรากะไอ้แฮม ค่อยๆ สาวเท้าก้าวสั้นๆ เพราะก้าวยาวไม่ได้ขาไม่ถึง กะเตาะกะแตะกันขึ้นไป พร้อมกับคิดในใจค่าลูกหาบโคตะระถูกเบย 





ในที่สุดก็ได้ตะโกน “วะ วะ ว้าวววว” เมื่อมองเห็นภาพของทุ่งหญ้าบนทิวเขาที่ทอดยาวไปถึง ยอดเขาที่มีลักษณ์คล้ายหัวสิงห์ สัญลักษณ์ของดอยม่อนจอง ด้วยความสูง 1,929 เมตร จากระดับ น้ำทะเลปานกลาง ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่ได้หายไป แต่ความอิ่มเอมใจมันจุกแน่นมาแทนที่ 







“แฮม เร้วมาถ่ายรูปกันจากนั้นและจากนั้นเราและไอ้แฮมก็มีแต่ลีลาการโพสต์ท่าถ่ายรูป ทั้งท่า ปกติและบ้าบอตามประสา จนคนรอบข้างมองกันตาปริบๆ แต่ได้สนใจไม่ยังนั่ง นอน ซึมซับ บรรยากาศ ความงามของม่อนจองไว้ให้สมกับความพยายามที่ขึ้นมาจนสำเร็จ นั่งรอมองพระอาทิตย์ตกดิน แสงแดด ยามเย็นค่อยอ่อนลง สาดส่องทุ่งหญ้าให้กลายเป็นสีทอง สวยเกินเหมือนภาพวาด ทุกคนไม่พลาดที่จะ ถ่ายภาพความประทับใจเอาไว้



“หมูป่า ชั้นลืมเอาเต้นท์มา” เสียงไอ้แฮม เหมือนนาฬิกาปลุกจากความฝัน

“อ้าวแล้วคืนนี้ จะนอนไหนกันฮะ แกนี่ไม่สวยแล้วยังขี้ลืมอีก”

แต่ในความมืดก็ยังมีแสงสว่างคงต้องใช้ความสวยที่ไม่บันยะบันยังถามไถ่พี่ๆ นักข่าวซึ่งมี นักข่าวผู้หญิงมาด้วย “พี่คะคือหนูสองคนลืมเต้นท์อะคะ ขอนอนด้วยได้มีคะ ไม่กัดคะ เด่วชงกาแฟ ปิ้งหนมปัง ต้มมาม่าให้คะ” พี่นักข่าวสุดหล่อ บอกพอดีมีเต้นท์เหลือยุ่อีกหลัง เอาไปใช้ได้ครับ เลยรอด ตัวไป

คืนนั้นก็เลยอาศัยกับกลุ่มพี่นักข่าวใจดี ทำกับข้าวกินกันง่ายๆ ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าเต้นท์นอน เหลือลูกหาบที่นอนเฝ้ากองไฟ ความหนาวเย็นเริ่มมาเยือน ลมหนาวพัดยอดไม้ คล้ายกับเสียงคลื่น กระทบฝั่ง พร้อมๆ กับฟันหน้าของไอ้แฮมกระทบกันดังกึกๆ ไปตลอดคืน แต่ก็พยายามข่มใจ และร่างกาย ที่เหนื่อยล้าทำให้หลับลงได้ 





ตื่นมาเช้ามืดเพื่อเตรียมตัวขึ้นสู่หัวสิงห์ดูพระอาทิตย์ขึ้น ค่อยกระแซะร่างตัวเองและไอ้แฮมถึงขั้น เอาน้ำหยอดหูมันจนยอมตื่น ล้างหน้า แปรงฟัน ต้มกาแฟหอมกรุ่น เผื่อพี่นักข่าวเค้าด้วย จิบกาแฟก่อน เริ่มต้น “เดินอีกแล้วเหรอ ยังไม่หายปวดขาเลย “

เดินออกไปดาวยังเต็มท้องฟ้า เหมือนเราสองคนเป็นศูนย์กลางจักรวาล (เกินไปนิสนึง) แต่ดาว เยอะจริง มีนักท่องเที่ยวหลายคนมารอเหมือนกันแม้จะหนาวเหน็บ อุณหภูมิไม่น่าเกิน 10 องศาเซลเซียส จนแสงอาทิตย์ค่อยๆ พ้นขอบฟ้าคู่กับหัวสิงห์บนดอยม่อนจอง กลายเป็นภาพที่สวยงามเกินหน้าตา เราสอง คนรวมกันไปมากโข

จากนั้นเราก็ค่อยๆ เดินตามสันดอยที่ทอดยาวเหมือนเดินไปตามแผงคอเพื่อขึ้นไปบนหัวสิงห์ จุดสูง สุดของดอยม่อนจอง ตามรายทางดอกกุหลาบพันปี ราชินีบนยอดดอย ออกดอกสีแดงอวดความสวยงาม ให้ดูอยู่หลายสิบต้น ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงกับอีก 3 แฮ่ก ในที่สุดช้านก็ทำได้

เมื่อเราสองคนขึ้นไปบนจุดสูงสุด มองวิวได้ 360 องศา ซ้ายเห็นเขื่อนภูมิพลอยู่ลิบๆ ขวาเห็นไปถึง ทิวเขาฝั่งเมียนมา ติดกับอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เก็บภาพความประทับใจกันเต็มอิ่ม แต่ที่จริงทำใจ ก่อนเดินลงมากกว่า  แต่เป็นความภูมิใจลึกๆ ว่าเราก็เป็นอีกคนที่เป็นผู้พิชิตม่อนจองและได้ชมความสวยงามจากบนนี้ เป็นรางวัล  



เราค่อยๆ เก็บของ ที่เหลือพอใช้ได้ก็แบ่งให้ลูกหาบไปเป็นน้ำใจที่แบกเสบียงเครื่องใช้มาให้เรา  พี่สมบัติ อ่อนสะอาด หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าดอยมูเซอ ให้ข้อมูลว่า ม่อจองเปิดการท่องเที่ยวมากว่า 20 ปี แล้ว แต่พึ่งได้รับความสนใจอย่างมากเมื่อ 1-2ปี มานี้ ปกติจะเปิดให้ชมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นจะปิด เพราะเป็นถิ่น อาศัยของช้างป่า ใครที่จะมาควรฟิตร่างกาย เตรียมการเดินทางทั้งเสบียงอาหาร เต้นท์ สำคัญสุด เตรียมใจกับความเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่ากับประสบการณ์และความงดงามที่จะไม่มีวันลืม “ใช่ปะไอ้แฮม 555”

    
ข่าวอื่นๆ
ลุยหนาวดอยอินทนนท์ ชมกุหลาบพันปีที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน สัมผัสลมหนาวเคล้าปุยเมฆบนดอยสูงที่สุดในประเทศ
เรียกความฟิต !! จัดของเล่นใหม่ให้ช่วงช่วง-หลินฮุ่ย ฟิตร่างกายเตรียมผสมพันธ์
ร้านอาหารทำไส้อั่วเห็ดเผาะล้านนาฟิวชั่น-พร้อมจัดส่งถึงบ้าน เอาใจคนชอบกินเห็ดเผาะ
ชิลมาก ล่องแก่งคลายร้อนที่แก่งกึ๊ด
มีความน่ารักและหายาก ไนท์ซาฟารีอวดสมาชิกใหม่ลูกสมเสร็จบราซิล
ชวนชิมอาหารจากร้านชื่อดังในเชียงใหม่ กับเทศกาลพากินพาเที่ยวเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี
แรด !! จัดขันโตกผลไม้ชุดใหญ่เอาใจ "กาลิ" วันแรดโลก
หจก.กู๊ดนิวส์
เลขที่ 224/7 หมู่ 1 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 50180
©2015 Oholanna.com Design by Chiangmaizone.com
ติดต่อโฆษณา โทร. 088 266 7099 , 089 956 1046
E-Mail : oholanna.com@gmail.com
จำนวนคนเข้าชม 628719 คน